ตอนนี้หลายคนก็เตรียมตัวรับปริญญากันแล้ว
ช่วงนี้หาช่างแต่งหน้าทำผมรวมทั้งตากล้องกันให้จ้าละหวั่น
เพื่อเก็บภาพที่สำคัญหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ให้พลาดกันเลย
จำได้ว่าตอนที่เรียนปีสี่ แล้วคิดถึงอนาคตหลังจากเรียนจบ
มันเหมือนการอยู่บนภูเขาสูง แล้วไปยืนตรงชะง่อนผา
เหม่อมองออกไปตรงหน้ามองเห็นแต่ทะเลสายหมอก
อนาคตข้างหน้าหลังเรียนจบก็มีแต่การคาดการณ์ว่า
เบื้องล่างสายหมอกนั้นจะเป็นเมืองหรือว่าเป็นถนน
หรือเป็นแม่น้ำลำธาร บางคนหมอกหนา บางคนหมอกจาง
ไม่เหมือนกัน ของเรานี่หมอกลงหนัก มีแต่เพียงความฝันบางๆ
เท่านั้นที่กั้นขวางระหว่างเรา สายหมอก และความจริงเบื้องล่าง

ตอนนั้นไปตระเวณตามที่แนะแนวทางการศึกษาต่อรวมทั้ง
วิทยากรที่มาพูดที่คณะก็พยายามไปฟัง แต่ละท่านต่างแนะนำตรงกัน
คือ อยากให้ทำงานก่อนซักสองหรือสามปีแล้วค่อยเรียนต่อ
เพื่อให้มีแนวความรู้จากการทำงานจริงไปต่อยอดองค์ความรู้ในการเรียน
ต่อปริญญาโท
ฟังดูเป็นแนวคิดที่วิเศษ ก็เลยลองทำตามดู
ถึงแม้ว่าหลังจากผ่านไป ไม่เป็นไปตามแผน งานที่หวังไว้
ก็ไม่เป็นไปตามหวัง หลุดหายออกไปจากแผนอยู่พักใหญ่ ต้องมาพักตั้งสติ

มองกลับไป ก็ยังเห็นว่าคำแนะนำนั้นก็ยังคงเป็นประโยชน์
หากแต่ว่าอย่าลืมตั้งเป้าหมายไว้แล้ว ก็มีแผนสำรองด้วย
หรือไม่มีแผนสำรอง แต่ก็อย่าลืมทบทวนตัวเองบ่อยๆว่า
ได้อยู่บนทางที่เราได้วางแผนไว้หรือไม่ หรือว่าหลุดไปแต่เมื่อใดไม่ทราบ
ได้แต่ใช้ชีวิตไปตามกระแสธาราของชีวิตที่จะพาไป
ยิ่งโดยเฉพาะในยามที่ข้าวยากหมากแพง งานการทำนั้นหายาก
โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีวุฒิปริญญาตรี ยังไม่มีใบอนุญาตทนายความ
ยังไม่ผ่านเนติ งานที่ทำนั้นก็มีจำกัด เงินเดือนไม่มาก
มีคนเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะได้เงินเดือนอย่างที่ใจหวัง
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักซึ่งอันนั้นถือว่าเขาโชคดี

โดยส่วนตัวถ้าให้แนะนำคนอื่น จะบอกว่า ถ้าสบช่องเรียนต่อเมื่อไหร่
ไม่ว่าจะด้วยกำลังทรัพย์ของทางบ้าน หรือขวนขวายหาทุนจากหน่วยงานใดมาได้
ให้รีบไปเรียนทันที ไม่ต้องรอทำงาน เพราะงานที่จะได้ประโยชน์ต่อการไปเรียนต่อ
จริงๆนั้น มีไม่มากนัก แต่ถ้าหากบ้านไม่ได้ส่งเสียกันต่อ ต้องออกมาหางานทำก่อน
อยากให้มีความอดทนในการทำงานให้มาก
ตั้งเป้าหมายว่าจะทำงานกี่ปี
แล้วก็ทำไปเลย อย่าเปลี่ยนงานบ่อย ไม่ว่ามีความลำบากใดๆขอให้คิดถึงเป้าหมายไว้
แล้วอย่ายอมแพ้ สมมติว่าตั้งเป้าว่าทำงานสองปี พอปีแรกผ่านไป ปีที่สองก็ควร
เริ่มหาข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเรียนต่อ อย่าคิดว่าจะไปเรียนแล้วค่อยหา
เพราะมหาวิทยาลัยต่างประเทศนั้น ต้องมีกระบวนการต่างๆก่อนที่จะเข้าไปเรียน
ไม่ว่าจะเป็นการสอบภาษาอังกฤษ การส่งใบสมัคร ยื่นเอกสารหลักฐาน
แต่ละมหาวิทยาลัยก็แตกต่างกันไป ต้องอาศัยเวลาในการเตรียมตัวโดยมาก
หนึ่งปี สำหรับมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าในอเมริกา หรืออังกฤษ

แต่ว่าถ้าเรียนในประเทศไทย ก็จะมีกระบวนการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนนัก
และมีให้เลือก และหาข้อมูลได้ไม่ยาก

เอนทรี่ต่อๆไปจะเขียนถึงการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาและอังกฤษ
กว่าจะไปถึงได้ ต้องมีกระบวนการอะไรบ้าง
เหมือนเดิม เท่าที่รู้ อาจจะไม่ได้รู้มากที่สุด
ใครมีอะไรต้องการแชร์ ลงไว้ที่คอมเมนต์ได้เหมือนเดิม
ยินดีต้อนรับทุกคนค่ะ