วันนี้ขอมาแปลกหน่อย ด้วยการบอกเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่สร้าง
ความสับสนให้กับหลายๆคนมานาน
คือวันนี้ได้ดูสารคดีเรื่องหนึ่งทางช่องไทยพีบีเอส
เกี่ยวกับเรื่องการป้องกันสมองเสื่อม

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปด้วยประโยคภาษาอังกฤษแสนสวยหรู
สำหรับการทำงานของสมองนั้น "use it or lose it"
แปลตรงๆก็คือ ถ้าไม่ใช้สมอง สมองก็จะหายไป
ซึ่งหมายความว่า หากคุณไม่หมั่นลับสมองของคุณให้คมนั้น
คุณก็จะมีสมองที่ทื่อ คิดช้า ประสิทธิภาพลดลง

ในสารคดีขนาดสั้นนี้แสดงให้เห็นว่า
       เมื่อเซลล์สมองที่ไม่ได้รับการกระตุ้น(ด้วยการคิด
ซึ่งจะส่งกระแสประสาทผ่านเซลล์) มันจะค่อยๆเสีย   
โปแตสเซียมออกจากเซลล์สมอง ซึ่งในขณะนั้นเอง  
ก็จะมีประกายไฟเล็กๆในสมอง
                                

แต่...ไม่ใช่แบบ มีหลอดไฟขึ้น ปิ๊ง ปิ๊ง ปิ๊ง...
แต่...มันเป็นการทำลายตัวเองของเซลล์ประสาทนั้น
ซึ่งถ้าสามารถหาทางป้องกันได้ก็จะทำให้ป้องกันโรคสมองเสื่อม
บางอย่างได้

อ่ะ ...แล้วที่เล่าให้ฟังนี่จะบอกอะไร
เราก็ลองใช้ความคิด(เพื่อป้องกันไม่ให้สมองทำลายตัวเอง)
ว่า การเรียนนิติศาสตร์นี่นะ แน่นอนว่ามันต้องใช้สมองทำงาน
แน่หละ/ก็แหง! หลายๆคนคงร้องออกมา
แต่...
แต่ว่า มันใช้สมองส่วนไหนล่ะในการเรียนนิติศาสตร์
เราคงเคยได้ยินใช่มั้ยว่า
สมองซีกซ้ายทำงานเกี่ยวกับความคิดตรรกศาสตร์ การคำนวณ
สมองซีกขวาทำงานเกี่ยวกับการจินตนาการ สุนทรีย์ ศิลปะ
อืม...ดูเหมือนว่า ในการเรียนนิติศาสตร์จะเป็นการใช้ความคิด
แบบเป็นเหตุเป็นผลจนเรามีวิชานิติตรรกศาสตร์อย่างที่เคย
เล่าให้ฟังไปแล้ว งั้นเราก็คงใช้สมองซีกซ้าย

ในขณะเดียวกัน
นิติศาสตร์ถือว่าเป็นวิชาทางด้านสังคมศาสตร์เหมือนรัฐศาสตร์
ใช่มั้ย? ถ้าอย่างนั้นในการเรียนสังคมศาสตร์เรามักทำอะไรขณะเรียน
บางคนเรียนจนหลับ หลับฟังๆแล้วก็เคลิ้มแล้วก็ฝัน
สำหรับนักเรียนที่ไม่ได้หลับแต่ฝันเหมือนกัน เป็นการใช้
จินตนาการ นึกภาพตามที่อาจารย์บรรยาย เช่นในวิชาประวัติศาสตร์
เมื่ออาจารย์พูดถึงกฎหมายสิบสองโต๊ะ และเหล่าอัศวิน...เราก็นึกภาพ
ตาม นี่แสดงว่าเราใช้สมองซีกขวาอยู่

เพราะฉะนั้น เมื่อสรุปได้ดังนี้ก็เป็นอันพึงพอใจว่า
การเรียนนิติศาสตร์เป็นการใช้สมองทั้งสองข้าง ซึ่งเมื่อสมองได้
รับการใช้งาน หรือกระตุ้น(นั่นเอง) สมองเราก็จะไม่ทำลายตัวเอง
สมองเราก็จะไม่เสื่อม ง่ายๆ อย่างนั้น...
...
อย่างนั้น...
...
...ใช่หรือเปล่า...เข้าเรื่อง!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ พอใจกับคำตอบ(แค่)นี้หรือไม่
แน่ใจได้อย่างไรว่าที่คิดน่ะถูก มีตรงไหนเป็นจุดที่
สันนิษฐานผิดพลาดหรือไม่

เราเลยเข้าอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครื่องมือมหัศจรรย์
เพราะว่าได้นำท่านทั้งหลายมาสู่บล็อกแห่งนี้ โดยไม่ได้
ไปป่าวประกาศโฆษณา หรือลอกเลียนแบบใคร

เข้าสู่เว็บไซท์มหัศจรรย์(อีกเหมือนกัน)สำหรับหาคำตอบ
ของคำถามที่เราสงสัย ไม่อย่างนั้นก็ต้องเขียนจดหมาย
ไปหารายการกบนอกกะลา
ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่า ออกอากาศเมื่อไหร่ วันไหนแล้วนี่
http://en.wikipedia.org/wiki/Lateralization_of_brain_function
http://www.indiana.edu/~primate/brain.html
สำหรับเพื่อนๆที่เก่งภาษาอังกฤษ คลิกเข้าไปอ่านได้เลยแล้ว
Scroll ลงไปดูสรุปด้านล่างว่าตรงกันหรือเปล่า
สำหรับเพื่อนๆที่...เอ่อ จะว่าอย่างไรดี...ขี้เกียจ เอ๊ย! คิดว่า
ไหนๆเขียนมาแล้วก็เล่าให้ฟังหน่อยซิ ก็อ่านต่อไป
แต่เราไม่แน่ใจว่าเขียนแล้วจะรู้เรื่องกันไหมเนี่ย(คือไม่เชี่ยวชาญ
ด้านนี้กลัวอธิบายผิด)

สมองของคนเรายังคงเป็นเรื่องที่มีปริศนาอยู่อีกมาก
และมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับสมองของคนเรา

ความสามารถต่างๆของคนเราเกิดจากการทำงานประสานกัน
ของระบบประสาทต่างๆที่มีอยู่ทั่วร่างกายของเรา
แต่ประสาทสั่งการที่เรียกว่า Central Nervous System นั้น
แบ่งใหญ่ๆ 2 แบบคือ สมอง และ ไขสันหลัง

เอาหละ ชีววิทยาม.ปลายสอนเราว่า ถ้าตีเข่า(ไม่ใช่มวยก๊าบบบ)
ถ้าเราเคาะเข่า เข่าจะกระเด้ง อา...มันเป็นเพราะไขสันหลัง
สั่งการโดยที่เราควบคุมมันไม่ได้
แต่การที่เราเอื้อมมือมาขยับขย่มเม้าส์อยู่ในขณะนี้
เกิดจากการสั่งการของสมองซีกซ้าย(Motor system)
ถ้าเราถนัดขวา เม้าส์ก็ควรอยู่ในมือขวา<<<อันนี้ชัวร์
แต่ การที่เราถนัดขวา ไม่ได้แปลว่ามันเกิดจากสมองซีกซ้าย
ไม่เสมอไป...เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ที่ถนัดขวา
จะควบคุมการทำงานด้วยสมองซีกซ้ายส่วนของความถนัดทางภาษา
ทำให้เราถนัดขวา แต่ก็มีคนถนัดซ้ายที่ควบคุมโดยสมองซีกซ้าย
ส่วนของความถนัดทางภาษาและบางคนควบคุมโดยสมองสองด้าน

เอาให้ยากและงงกว่านั้นอีก ถ้าเราฝึกมือซ้ายให้ถนัดด้วย(Ambidexterity)
(สำหรับคนถนัดขวานะ ถ้าถนัดซ้ายก็ vice versa)
สมองส่วนที่ควบคุมของหลายคนไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นทั้งสองด้าน
แต่ยังคงเป็นสมองส่วนความถนัดทางภาษาซึ่งน่าจะอยู่ในสมอง
ซีกซ้ายของเราอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่สมองที่ควบคุม motor
(การขยับเขยื้อน)เวลาเราใช้มือข้างที่เราไม่ถนัดเช่นมือซ้ายคือ
สมองซีกขวา

ส่วนที่สำคัญคือ ความสามารถต่างๆ นักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึง
ปัจจุบัน พบว่าความสามารถเหล่านี้เกิดจากการทำงานในสมอง
เป็นกลุ่มก้อน(area) ซึ่งถ้ามันอยู่ในสมองซีกซ้าย ก็บอกว่าความสามารถ
นี้ควบคุมโดยสมองซีกซ้าย ซึ่งมักทำให้คนเข้าใจผิด
ยิ่งมีการนำไปโฆษณาหรือเล่าต่อแบบผิดๆยิ่งไปกันใหญ่
เพราะจริงๆแล้ว สมองมันทำงานด้วยกันทั้งสองด้าน
ยกตัวอย่าง ความสามารถทางภาษา
ไม่ใช่ว่าความสามารถทางภาษาทั้งหมด อยู่ในสมองซีกขวา

การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อนศึกษาจากผู้ป่วย
ที่มีความผิดปกติทางสมอง ซึ่งในปัจจุบันดีขึ้นมาหน่อย
มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่เอาคนมาศึกษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
และดูการ activity หรือสมองส่วนที่ถูกกระตุ้นได้
ก็เอาคนดีๆเรานี่หละมาศึกษาได้

อีกอันที่ต้องอธิบายคือ
ระหว่างสมองซีกซ้าย กับขวาของเรามี สะพานอยู่
มันเรียกว่าอะไรก็อย่าพึ่งไปสนใจมัน

โอเค สมมติถ้าสะพานนี้ถูกตัด
สมองส่วนที่ควบคุมด้านภาษา คือก้อนในซีกขวา
เราจะยังใช้ภาษาสื่อสารทั่วๆไปได้
แต่...
ความสามารถในการใช้คำศัพท์ หรือไวยากรณ์
จะลดลงคือ ไม่ได้เรื่อง ไม่ผ่าน
เพราะว่าความสามารถนี้ เกี่ยวกับความสามารถ
ในก้อนในซีกซ้าย

 


คราวนี้จำเรื่องที่เราสันนิษฐานไว้ได้ไหมคะ

 "การเรียนนิติศาสตร์เป็นการใช้สมองทั้งสองข้าง"

แล้วก็อธิบายแบบตอนแรกที่พูดถึงเรื่องนี้(จำไม่ได้ก็เลื่อนขึ้น
ไปทบทวนอีกทีนะคะ)
เราจะเห็นว่า...สิ่งที่เราเข้าใจนั้น ไม่ใช่ความจริงเสมอไป
ไม่จำเป็นต้องจริง
เราก็คงใช้สมองทั้งสองข้าง แน่ล่ะ ถ้าเราขยับมือซ้ายกับขวา
พร้อมกันก็เป็นการใช้สมองทั้งสองด้านแล้ว แต่การที่จะสมมติว่า
เรากำลังใช้สมองด้านเดียวเวลาเช่น ซ้ายเวลาคิดตรรกะ หรือ
ขวาเวลาจินตนาการนั้น ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะสมองทำงานร่วมกัน
ทั้งสองด้าน

เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่า
เก่งเลข ไม่ได้แปลว่า เป็นมนุษย์สมองซีกซ้าย เพราะ
มันมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เก่งเลขซึ่งใช้สมองทั้งสองด้านค่ะ

อ้อ! การที่เราฝึกความสามารถที่เราไม่ถนัดก็เพื่อ
บริหารกลุ่มก้อนสมองที่เราไม่ค่อยได้ใช้ ไม่งั้นอย่างที่บอกตอนแรก
สมองส่วนนั้นไม่ได้รับการกระตุ้น use it or lose it ค่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เยี่ยมเลยครับ อ่านไปอ่านมาเครียดเลย สงสัยต้องลับสมองบ้างแล้วไม่งั้นสมองหายหมด sad smile

#1 By boss39 (58.9.14.97) on 2008-02-18 05:30

วิเคราะห์ได้แจ่มมากเลยครับ ^^Hot!
นอกจากต้องใช้สมองทั้งสองด้านแล้ว ที่สำคัญคือ ความตั้งใจจริง ไม่ย่อท้อ พูดสั้น ๆ คือ อึดนั่นเอง sad smile

#3 By ✿Decies✿ on 2008-02-18 09:57

ถึกเข้าไว้

#4 By Under Constuctive Man on 2008-02-18 10:47

แหล่มเลย สงสัยต้องหัดใช้มเาส์วาดรูปด้วยมือซ้ายแล้วล่ะ
หมอโรคจิตว่าไงครับ

#5 By แมงกลิ้งขี้ on 2008-02-18 11:02

เยี่ยมค่ะ

หาข้อมูลมาดีมาก แต่พี่ว่าเนาะการลับสมองมันมีอยู่หลายวิธีมากๆ อ่ะคะ เอาแค่เป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อ่านแล้วพยายามคิดตาม พยายามปรับเข้ามาหาตัวเรา หาเหตุผลหักล้าง หรือเสริมประเด็นให้น่าเชื่อถือ อยู่เสมอๆ แค่นี้สมองเรามันก็ไม่ฝอ หรือทำลายตัวเองแบบที่ว่าแล้วอ่ะค่ะ

สังเกตุไหมค่ะ คนชอบอ่าน ชอบเขียน มักเป็นคนชอบคิด และคนประเภทนี้มักไม่เป็นโรคล็อคไวเรอ เอ๊ย อัลไซมอร์ ก่อนไวอันควร(มุกนรกของปี้พลอยจ๋านี่น่ากลัวจริงๆเลย อ๊างสๆๆ)

ให้ดาวค่ะ สำหรับความเพียรนี้ Hot! สุดยอดมาก

big smile big smile big smile

#6 By พี่พลอยจ๋า on 2008-02-18 11:24

ฮ่าๆๆๆ

ถูกทีเดียวครับ ผมลองนึกดูก็นึกไม่ออกเลย ว่ามีวิชาอะไรบ้างที่จะเรียนหรือทำงานได้โดยใช้แค่จินตนาการหรือตรรกะอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำพัง

ถ้ามีก็จะมีแต่วิชาที่ไม่ต้องใช้ทั้่งสองส่วนเลย อ้าวๆ หาเรื่องแล้ว

ว่าแต่ เคยอ่านเดธโน้ตมั้ยครับ มีคำพูดนึงของ L ที่ผมติดใจมาจนบัดนี้

"ใช้สมองซะบ้างก็ไม่อ้วนหรอก"

ฮ่าๆๆ

#7 By PastelSalad on 2008-02-18 11:31

ถ้าอย่างนั้นคนเรียนกดหมายก็...
เป็นคนที่ใช่ชีวิตอย่างสมบูรณ์สินะ
เพราะใช่สมองครบ ชีวิตเลยครบตาม(รั่วไปเรื่อย)
เราก็เรียนกดหมายนะ 555 big smile confused smile question

#8 By naoguardian on 2008-02-18 11:59

่ง่าาาาา

เครียดด้วยคน


เพราะคิดว่าอยู่ในภาวะ lose it มานานหลายปีแล้วง่าาาา


TATHot!
แปลว่า สมองพิงค์คงlostไปแยะแล้ว ต้องทำตัวใหม่แล้ว

#10 By 2spot studio on 2008-02-18 13:57

use จนจวนจะระเบิดอยู่แล้วพี่ sad smile

#11 By book on 2008-02-19 03:08

อ่านแล้ว ยังงง อยู่เหมือนเดิม

สงสาย ไอ้สายสะพานระหว่างสมองนั่นจะถูกตัดขาดไปเสียแล้ว

#12 By aOnG on 2008-02-19 13:55

สาระ!! Hot! Hot!

#13 By MoRi on 2008-02-19 22:12