ความเดิมจากตอนที่แล้ว
ได้รับคำถามยอดนิยมจนอยากตั้งเป็น FAQ
แปะติดไว้ฝาบ้านว่า คนออกกฎนี่มันคิดยังไงนะ
ไม่อยากให้คนทั่วไปอ่านกฎหมายรู้เรื่องเข้าใจกันหรือไง
เขียนให้ง่ายๆ อ่านง่ายๆ เข้าใจง่ายๆไปเป็นเร๊อะ
แล้วเราก็ตอบไปส่วนหนึ่งแล้วว่ากฎหมายที่ดีนั้น
จะต้องกว้างพอให้ตีความได้ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป
และเปิดช่องให้แก้ไขได้ไม่ง่ายหรือยากเกินไป
(เอนทรี่ที่แล้วเขียนจริงๆ สั้นแค่นี้เองหรอเนี่ย
แล้วที่ยาวเหยียดนั่น โม้อะไรไปเนี่ยเรา)

ขอย้อนกลับไปในส่วนที่บอกว่ากฎหมายนั้นไม่ใช่การไป
7-11 จะได้นึกอยากไปก็ไปอยากออกก็ออก
แล้วจะรับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มด้วยก็ได้

กฎหมายนั้นก็เช่นกัน ไม่ใช่นึกอยากออกก็จะออกกันได้ง่ายๆ
มันมีกระบวนการกลั่นกรองมาหลายขั้นตอน ผ่านการพิจารณา
มาหลายชั้น ถ้ายิ่งกฎหมายสำคัญมากระดับพระราชบัญญัติ
ก็ยิ่งต้องผ่านหลายขั้นตอน กฎหมายสำคัญน้อยหรือมีกฎหมายที่
ให้อำนาจไว้แล้ว ที่เราเรียกกฎหมายแม่ (คงเพราะมันคลอด
กฎหมายลูกออกมาได้ด้วยมั้ง สงสัยจัง กฎหมายพ่อคือใคร)
ก็อาจจะออกมาง่ายหน่อย ขั้นตอนน้อยลง จะได้ออกได้เร็ว
ไม่ต้องตั้งท้องนาน (แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่ายิ่งกฎหมายมีประโยชน์
มาก แต่ผลประโยชน์มันมีเยอะ มันจะตั้งท้องนานกว่าช้างมาก
ตั้งนานจนนึกว่าแท้ง จนนึกว่าอ้วนเฉยๆ ไม่รู้มันไปอมกันไว้ตรงไหน
เปลี่ยนไปอมฮอลล์ดีกว่านะ ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคนพูดจาดีอีก)

การที่กฎหมายไม่เปลี่ยนกันง่ายๆ ก็อาจจะเป็นหลักอะไรซักอย่างหนึ่ง
ที่คิดขึ้นมาได้ เรียกว่า หลักความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
คือ ไม่เปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ วันนี้ก็ยังอันนี้ พรุ่งนี้ก็ยังอย่างนี้
เดือนหน้าก็อย่างนี้ ทำให้คนที่จะต้องทำอะไรเกี่ยวกับกฎหมาย
ก็วางแผนทำตามได้อย่างสบายใจ ไม่ใช่ว่าพอจะทำ อ๊ะๆ เปลี่ยนแล้วจ้า
อ้าว เขาคิดกันมาสามปี แกอยากเปลี่ยน แกก็เปลี่ยนกันง่ายๆ
อย่างนี้เขาก็เสียหาย กฎหมายก็ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ เหมือนพระเอกละคร
ช่องหลายสี ถ้าไม่หลงเชื่อคำเป่าหูของนางเอก วันนี้ก็รักนางเอก
พอตอนเย็นมาฟังนังตัวอิจฉาให้ร้ายหน่อย พรุ่งนี้ไม่รักแล้ว โกรธ
อย่างนี้แสดงว่าพระเอกไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ก็อย่าไปรักมันเลย
ไปหาคนที่เขามีจิตใจหนักแน่น รักเราไม่หลงเชื่อใครง่ายๆ
มีเหตุผล หาที่มาที่ไปก่อน ถ้าผิดจริงก็คุยกัน หาทางแก้ไข
เปลี่ยนนางเอกให้มารักเพื่อนพระเอก หรือพี่พระเอกที่มัก
มีลักษณะขั้นต้น จะทำให้ประเทศชาติเจริญ เพราะคนดีๆก็มักสอน
ลูกให้ดีตาม ประเทศเราก็จะไม่เป็นพวก cry wolf(อันนี้เอามา
จากเว็บน้อง grammarman อยากรู้เพิ่ม ก็คลิกลิงค์นี้ไปอ่านต่อ
แต่ว่า อ่านเอนทรี่อิฉันให้จบก่อนนะคะ อิอิ)

เอาหละเราพอจะรู้แล้วว่าทำไมเขาไม่ค่อยเปลี่ยนกฎหมายกัน
เป็นว่าเล่น
Pop quiz คุณรู้หรือไม่ว่ารธน.ฉบับปัจจุบัน
เป็นฉบับที่เท่าไหร่แล้ว(ที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ)
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ก. ฉบับไม่รู้ หนูไม่สน เปิดGsquare หนูจะเล่นDotA จะเอาWiiอ่ะ จะเอาๆ
ข. ที่หนูรู้แต่ลุงหมักจะมาชิมไปบ่นไป(บ่นแล้วไงต่อ หรือบ่นเฉยๆ)
ค. สิบเท่าไหร่ก็นับต่อจากฉบับที่แล้ว
   เดี๋ยวปีหน้าก็มีฉบับใหม่ ใครมาก็ร่างเอาเอง ตาม'บาย ครับ
ง. แปดเปื้อนจริงๆบล็อกคุณนี่ จะฉบับที่เท่าไหร่มันก็ไม่ใช่เรื่องของคุณ
   ผมจะตอบหรือไม่ตอบก็เรื่องของผม ผมรู้ของผม แต่ไม่อยากบอก
   มีอะไรมั้ย?!?
(คำเฉลย โปรดอ่านพยางค์แรกของแต่ละข้อต่อกัน แบบเพี้ยนๆแถๆ
ให้เข้ากับยุคสมัย เสพสมบ่มิสมจนต้องมาถามว่าเสพเมถุนกรกกฎหรือยัง)

เอ่อ ยังไม่จบเอนทรี่นะ อย่าพึ่งปิดซิ!
การตีความกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่สอนได้เป็นวิชา
ทำเป็นวิทยานิพนธ์ หรือว่า เปิดโรงเรียนสอนกันเลยดีกว่า
จะว่าไปก็มีจริงๆ เพราะเราเรียกว่า สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
แต่เป็นการสอนการตีความ ตามอย่างท่านผู้รู้มีวิชาและประสบการณ์
นั่นก็คือ ศาล

นักเรียนที่ดีจะตั้งคำถาม
นักเรียนที่เหนื่อยแล้วก็พักผ่อนได้

จะถามว่า ทำไม ทำไมต้องไปตามศาล
คิดเองไม่ดีกว่าหรอ คิดกันง่ายๆว่า คนในประเทศไทย
ให้เลือกตั้ง เลือกพรรคเดียว กาเบอร์เดียวกันทั้งประเทศไหม
แล้วต่อให้กาเบอร์เดียวกันราวกับนัดกันมา
เหตุผลที่ให้เหมือนกันเหมือนลอกข้อสอบหรือเปล่า

ไม่เหมือนใช่ไหม คนไทยคิดไม่เหมือนกัน
ไม่ได้แปลว่าเราแตกแยก แต่แปลว่าเรามีอิสรภาพ
(ชอบคำนี้มากกว่าเสรีภาพ เพราะมักมีคนบอกว่า มีสิทธิ เสรีภาพ
อย่าลืม หน้าที่ หน้าที่ หน้าที่คนไทย คือ...จงเติมคำในช่องว่าง
มีช่องอยู่สามจุดนั้นอ่ะ เติมไป ไม่ก็เชื่อตามที่คุณครูบอก)
เรามีอิสรภาพ มีความคิดของตัวเอง พูดออกมาเองได้
ไม่ต้องให้ใครพูดแทน แต่เรารักกัน ฟังคนอื่นได้

เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างกันนี้เอง
จึงต้องมีอันใดอันหนึ่งเป็นข้อยุติ หรือที่เด็กนิติ
เรียกว่า ธง และศาลจึงเรียกว่าศาลยุติธรรมนั่นเอง
เรื่องราวใดมาศาลก็จะมีบทสรุป ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
ก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นศาลชั้นต้นก็มีการอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์
หรืออุทธรณ์ตรงไปศาลฎีกาได้ในบางกรณี เมื่อมีศาลถึงสามชั้น
จึงเป็นการตรวจสอบความถูกต้องโดยถือว่า ศาลฎีกาเป็นข้อยุติ
ดังนั้นการศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ
นักเรียนกฎหมายเพราะเป็นตัวอย่างของการตีความกฎหมาย
ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับศาลก็ไม่เป็นไร แต่ก็อย่าลืมว่า ผู้พิพากษาในศาล
ฎีกานั้นก็มีการสั่งสมประสบการณ์มานาน มีผู้พิพากษาถึงสามคน
(สิ่งที่พูดนี่ยังอยู่ในศาลยุติธรรมนะคะ ไม่พูดถึงศาลชำนัญพิเศษซึ่งก็คล้ายกัน)
และสุดท้ายเวลาเรามีเรื่องอะไร ไม่ว่าเห็นด้วยกับศาลหรือไม่
ศาลก็จะเป็นผู้ตัดสินอยู่ดี(ซึ่งส่วนมากในคดีที่ใกล้เคียงกันก็จะเป็นไปในแนวทาง
เดียวกับคำพิพากษา ยกเว้น มีการเปลี่ยนแปลงในข้อกฎหมาย
หรือข้อเท็จจริงในสาระสำคัญ)

เอนทรี่นี้ก็เสริมของครั้งที่แล้วเพียงเท่านี้
คราวหน้าเป็นเรื่องสนุกๆเบาๆ(หรือเปล่า)กันบ้างดีกว่า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ในความเห็นผม ศาลบ้านเราสามารถยุติข้อพิพาษได้ในระดับชาวบ้านเท่านั้นครับ

ถ้าเป็นเรื่องของคนใหญ่คนโต ผู้มีอำนาจบารมี ระบบศาลแทบไม่มีประสิทธิภาพเลย

หนึ่ง คือ หลักฐานไม่มี พยานไม่มา เพราะโดนเก็บโดนขู่หมดแล้ว กระบวนการสืบสวนไม่มี integrity ตำรวจเอาเส้นผมไปโยนไว้ที่เกิดเหตุก็ได้แล้ว หรือให้ง่ายกว่านั้น สลับหลักฐานที่กรมนิติวิทยาเลยยังได้

สอง เพราะกฎหมายแก้ได้ง่ายจัง ใครล็อบบี้สภานิติได้ ก็ทำไรก็ได้แล้ว above the law

ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ต้องว่าสาเหตุเกิดจากคนบ้านเรายังซื้อกันง่าย ไม่ใช่ความผิดของกฎหมาย sad smile

ได้แต่ทำใจ

แต่ที่แย่คือ คนบ้านเรามักคิดว่า ระบบและสถาบันกฏหมายนี่สัมบูรณ์ absolute

น่าจะมีสอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองและกฏหมาย ในระดับม.ปลายเนาะ จะได้ตะลึงๆ กัน

#1 By PastelSalad on 2008-02-04 17:50

หาความศักดิ์สิทธิ์ในกฏหมายได้ยากนะครับ
สำหรับประเทศนี้เมืองนี้
กฏหมายเหมือนเป็นแค่เศษกระดาษ
อยากจะเขียนอยากจะแก้กันยังไงก็ง่ายดาย

แต่ก็ยังมีความหวังลึกๆว่า
ประเทศเรากำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น big smile
เห็นด้วยค่ะ กฎหมายไม่ใช่ว่าใครจะออกกันได้ง่าย ๆ ต้องผ่านกระบวนการมากมายอย่างว่าจริง ๆ แล้วบางเรื่องก็ไม่ใช่ว่าจะตีความกันได้ง่าย ๆ เช่นกัน

ขอโทษที่ห่างจากคอมเม้นท์ไปนาน ตำรากองท่วมหัวเลยค่ะ ต้นเดือนหน้าจะสอบอีกแล้ว ฮือๆ คุณ ฬ.สบายดีนะคะ big smile

#3 By ✿Decies✿ on 2008-02-05 10:42

โห มี links ไปหาเราด้วยแฮะ

ขอบคุณก๊าบ...

question

#4 By Grammarman on 2008-02-14 18:58