หงุดหงิดหัวใจกับเอนทรี่ของมาสเตอร์แชมป์
posted on 31 Jan 2008 18:02 by lawchula
ตอนแรกว่าจะเขียนเรื่องตลกที่เขตแถวบ้าน
แต่ว่าอะไรดลใจให้คลิกเข้าไปอ่านบล็อกมาสเตอร์แชมป์ก็ไม่รู้
ร้อยวันพันชาติจะเข้าไปซักที
http://champcpe.exteen.com/20080124/entry
สืบเนื่องมาจากอันนี้
จะว่าเป็นความร้อนตัวของคนจบนิติก็ว่าได้
แล้วก็ไปอ่านความคิดเห็นหลายๆความเห็นบอกว่า
ออกกฎอะไรมาก็ไม่รู้ทำตามก็ยากหรือทำไม่ได้
แล้วก็ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงอย่างยิ่ง
กลับมานั่งคิด ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องของนโยบายที่
ความห่วยมันไม่เข้าใครออกใคร แต่ส่วนหนึ่งมันก็เป็นเรื่องของกฎหมาย
ที่วันนี้อยากจะขอนำเสนอ
หลายๆคนคงเคยอ่านกฎหมายเพราะจำเป็นต้องเอามาใช้
หลายๆคนอ่านไม่รู้เรื่องก็โทรมาถามเพื่อนที่รู้มาว่ามันจบกฎหมายมาอย่าง
ข้าพเจ้า แล้วหลายๆคนก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมกฎหมายมันต้องเขียน
อะไรให้ยุ่งยาก คนทั่วไปเข้าใจยากอ่านไม่รู้เรื่อง แถมบางเรื่องยังเขียนไว้
กว้างซะยิ่งกว่ามหาสมุทร หาคำจำกัดความไม่ได้เลย
ทำไมไม่เขียนให้มันชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย ให้มันรู้ไปเลยผิดหรือไม่ผิด
อันนี้เป็นเรื่องของ ปรัชญากฎหมาย และนิติตรรกศาสตร์
โอ้ จอร์จ มันไปเกี่ยวกับ(ไอ้)วิชาสองตัวที่เรียนไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกันเนี่ย
ก็อย่างที่เคยบอกไปในเอนทรี่ไหนซักอันที่เขียนไปแล้วว่า
พื้นฐานเนี่ยสำคัญ และยากที่สุด แต่ถ้าเข้าใจแล้ว
ต่อให้มันมาทางไหน เป็นเรื่องใหม่ที่มนุษย์ต่างดาวคิดมาได้ เราก็ยัง
อ่านและทำความเข้าใจไปรู้เรื่องมันได้ เยี่ยม!
ขอขยายความแบบรวมๆ(และมั่วๆด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้)
ว่าการที่กฎหมายนั้นเขียนไว้อย่างนั้น เป็นความจำเป็นเนื่องจาก
การออกกฎหมายนั้นไม่เหมือนการเดินไปเซเว่นที่จะเดินไปเมื่อไหร่ก็ได้
ไม่ได้ออกกันได้ทุกวัน การออกกฎหมายมาแต่ละครั้งต้องทำให้ใช้ได้นานๆ
ดังที่เราจะเห็นว่ากฎหมายบางฉบับของไทยนั้น 24จุดจุด อะไรก็ไม่รู้
นานจนปู่ย่ายังเกิดไม่ทัน มันก็ยังใช้ได้อยู่(ถึงแม้บางอย่างมันไม่ควรใช้แล้วก็ตาม)
ขอยก กฎหมายว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย นั่นปะไร
หรือ รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของกฎหมายโบราณ
ที่ยังคงอยู่ ใช้ได้เรื่อยๆ เพราะคนเขียนๆไว้ดี กว้างๆและเปิดช่องให้แก้ไขตามสมควร*
กฎหมายนั้นเมื่อมีไว้จัดระเบียบสังคมให้คนอยู่กันได้ง่าย แต่สังคมนั้น
ไม่ได้เป็นอะไรที่หยุดนิ่ง แต่มีการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ การออกกฎหมายจึงต้องออก
ครั้งเดียวแล้วสามารถใช้ได้แม้สังคมนั้นมันจะได้เปลี่ยนไปแล้วบ้างก็ตาม
คนที่มีหน้าที่ร่างกฎหมายนั้นจึงต้องคิดเผื่ออนาคตไปยาวๆ ต้องสามารถ
มองสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น รวมทั้งต้องมีความเข้าใจในศาสตร์อื่นๆด้วย
เช่นการที่จะออกกฎควบคุมด้านตลาดการเงินนั้น ก็จะต้องมีความเข้าใจ
การเงินการลงทุนว่าในกิจกรรมทางการเงินการลงทุนนั้นมีตัวละครใด
เกี่ยวโยงกันอย่างไร มันจะทำอะไรบ้าง แล้วมีสิ่งใดที่ควรออกมาเพื่อป้องกัน
หรือลงโทษคนที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบการเงินการลงทุน
ก็คือคนที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนทั้งที่ไม่ควรเดือดร้อน
นักกฎหมายจึงต้องเป็นคนหูตากว้างไกล
ความรู้แนวดิ่งในทางกฎหมายนั้นต้องลึกซึ้ง แต่ในชั้นที่ยังเรียนปริญญาตรีนั้น
ก็แนะนำว่า ให้ทำพื้นฐานให้มั่นคงเสียก่อน ประหนึ่งการสร้างตึกใบหยก
จะทำสูงแค่ไหน ไม่ใช่ลมพัดมาหน่อยก็เสียศูนย์นะจ๊ะ
ความรู้แนวกว้างนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ
อ่านมาถึงตรงนี้ คนที่เรียนหรือไม่เรียนกฎหมายมาก่อนก็ตาม
อยากให้ให้ความสำคัญ เมื่อพูดถึงกฎหมายอย่าพึ่งนึกถึงมาตรากับหนังสือ
อะไรก็ไม่รู้ขึ้นมายาวเหยียด แต่อยากให้นึกถึงนักวิศวกรน้อยๆ
ที่คอยขบคิดแก้ปัญหาให้เก่าเพื่อนๆที่เดือดร้อน ดังที่เขาว่า
นักกฎหมาย ก็คือ นักวิศวกรสังคม นั่นเอง
เหมือนการเล่นเกมแก้ปัญหา แข่งกับเวลา น่าสนุก
แต่ถ้าไม่ชอบแก้ปัญหา ก็มีงานน่าเบื่อๆให้ทำอีกเยอะ ไม่ต้องกลัว
กฎหมายจึงเป็นหนึ่งในห้าสิ่งที่เราควรเรียนรู้ในชีวิต
และสามารถเรียนรู้ได้ทุกคน
(อีกสี่สิ่งนั้นคือ การเงิน การขาย การตลาด และปรัชญา)
แล้วเราจะหาความรู้ในแนวกว้างนั้นได้อย่างไร
อย่างง่ายๆก็คือ ถ้าเข้ามาอ่านบล็อกนี้แล้วท่านก็ได้เริ่มทำข้อหนึ่งแล้ว
(อิอิ โปรโมทบล็อกตัวเองซะงั้น)
ในยุคที่การสื่อสารทันสมัย กล็อบ-บ้อล-ไหล-เซ-ชั่น อย่างนี้
การหาอะไรซักอย่างหนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การคัดสรรความรู้นั่น
ต้องอาศัยความสามารถในการกลั่นกรองข้อมูลมหาศาล
เหมือนหลายๆคนที่เรียนกฎหมายไป อ่านตะบี้ตะบันอ่านเข้าไป
ท่องได้ทุกมาตราแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนนั้น
ก็เป็นเพราะว่าไม่มีความสามารถในการกลั่นกรองข้อมูล
ความสามารถนี้เป็นเงินเป็นทองนะคะท่านผู้อ่าน
ข้อมูลใครๆก็หาได้ มีคนช่วยซักสิบคนแรงงานถูกๆย่อม
ทำได้ดีกว่าคุณคนเดียวทำอยู่แล้ว แต่ว่าจะหาคนที่คิด
และจัดสรรการใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพนี่ซิ สำคัญ
และเป็นที่ต้องการขององค์กรต่างๆอย่างมาก
คุณเคยเจอมั้ย(หรืออาจจะเป็นตัวคุณเอง) เพื่อนที่ถามมันกี่ที
อ่านหนังสือนี่ยัง นั่นยัง มันก็บอกว่ายังไม่อ่าน อ่านไม่จบ
เรียนบางทีมันก็เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง แถมมายืมเล็กเชอร์เราอีก
แต่ตอนมันสอบมันดันทำคะแนนได้ดีกว่าเรา หรือเอาแค่เท่าเรา
เราก็อยากจะไปเตะมันแล้วใช่ไหม ทำไมเราขยันเรียนอย่างนี้
แกขี้เกียจออกอย่างนั้น ทำไมพระเจ้าไม่เข้าใจ ลำเอียงให้แกมาเท่าเรา
คุณอาจจะเกลียดเพื่อนคนนั้นนิดๆก็ไม่แปลก
เพราะฬ. จุฬาก็เป็นหนึ่งในคนประเภทนั้นและโดนเพื่อนเลิกคบ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ฬ. จุฬา เป็นคนที่แย่ใช่ไหมคะ
เราลองเปิดใจให้กว้างแล้วลองรับฬ. จุฬาเป็นเพื่อนซักคนนะคะ
แล้วเราลองคิดว่า เราจะได้เรียนรู้อะไรจาก(พฤติกรรม)เพื่อนคนนี้
เรื่องอ่านหนังสือนั้นที่ตอบเพื่อนไปก็ไม่ได้โกหก เพราะไม่เคยอ่าน
หนังสือเล่มไหนจบเลย แต่เป็นเพราะว่าตอนนั้นอยากทำกิจกรรม
อย่างอื่นมากกว่า การเรียนเลยกลายเป็นขอให้สอบให้ได้ดีแล้วกัน
(ไม่ใช่แค่สอบผ่านอย่างที่หลายคนทำ) สอบให้ได้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้
ในขณะที่ได้ทำกิจกรรมได้เต็มที่ที่อยากทำ
เมื่อเป้าหมายคือ การสอบ ไม่ใช่ การเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง
การอ่านหนังสือหรือวารสารกฎหมายอาจไม่สำคัญสำหรับคนประเภทนี้
(คิดแล้วเริ่มรู้สึกว่าตัวเองก็น่าเตะจริงๆ)
ขอแค่ให้ได้รู้ อ่านแนวอาจารย์และแนวข้อสอบรวมทั้งแนวคำตอบของ
แต่ละคนออก ก็น่าจะทำข้อสอบให้ได้ดีแล้ว
การจัดการเวลาของเรา จึงกลายเป็นเลือกบริโภคและสังเคราะห์วิเคราะห์
ข้อมูลในแบบที่จะทำให้เราจำมันได้อย่างแม่นยำ
อย่างแรกคือ รู้จักตัวเอง (สังเกตว่าไม่ว่าจะทำอะไรให้สำเร็จ ก้าวแรก
ของความสำเร็จคือการสำรวจและทำความรู้จักตัวเอง)
เราความจำสั้นอย่างหาตัวจับยาก ไปแข่งคงได้ลงกินเนสต์บุ๊ค
แต่ถ้าเข้าใจอะไรให้มันเป็นความจำระยะยาวแล้ว มันจะอยู่ถาวร
ต่อให้นึกอีก 10 20 ปีต่อมาก็จำได้เหมือนพึ่งเกิดเมื่อตะกี้นี้
เพราะฉะนั้นเวลานั่งเรียน จะตั้งใจฟังมาก
ถ้าเพื่อนมาชวนคุยนี่จะรำคาญอย่างแรง(แต่บางทีก็มีคุย
ไม่อยากให้เพื่อนรู้สึกแย่กับเรา) ฟังแล้วก็คิดตาม
เห็นเป็นภาพ<---- เขาว่าสมองชอบคิดแบบภาพ ชอบหาความสัมพันธ์
ถ้าเราเอาอะไรไปเชื่อมโยงกันได้รู้สึกมั้ยว่าจำได้ดีขึ้น
อันนั้นจะจำได้แม่นมาก
แต่ถ้าเกิดว่าโดดเรียนไป แล้วต้องอ่านเลคเชอร์ บางทีก็จะพยายาม
อ่านก่อนไปเรียนจะได้พอรู้ต่อเรื่องกันถูก
แต่จะจำได้จริงๆต่อเมื่อมันคือ 24-72 ชั่วโมงก่อนสอบ
ดังนั้นการคำนวณเวลาในการอ่านเอกสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ในเวลาจำกัดแค่นั้น ร่างกายก็มีความจำกัด ต้องเลือกบริโภค
ข้อมูลที่มีความสำคัญ หลายๆอย่างรู้เป็นหัวข้อได้
คิดเองได้ยิ่งไม่อ่านเลย ตรงไหนต้องจำจะเขียนมันออกมาเป็นข้อหรือรูป
หรือถ้าอยู่คนเดียวก็พูดออกมาดังๆ ให้ไปกระเทือนสมองหน่อย
มันจะได้ได้ยินจำได้ เราพบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่นรกมากๆ
แต่ผลกลับออกมาได้ดีเท่ากับคนที่ขยันและสมองดีหน่อย
แต่เราเอาเวลาส่วนที่เหลือนั้นไปทำประโยชน์อย่างอื่น
ถ้าใครคิดจะทำตาม แต่เอาเวลาที่เหลือไปนอนหรือเล่นเกม
ถ้าไม่นอนได้ระดับชาติหรือไปแข่งเกมได้ระดับโลก
ก็ขอให้เรียนอย่างสม่ำเสมอ ขยันมากขึ้นอีกนิด
อย่าใช้วิชามารที่ว่านี้เลย มันทรมาณจริงๆ
ถ้าอ่านถึงตรงนี้ ใครไหลเข้าป่าไปแล้ว
ลืมแล้วจริงๆว่าเราเริ่มต้นคุยเรื่องอะไรกันมา
ก็ขอแสดงความยินดีกับท่านว่าเป็นคนประเภทเดียวกันกับเรา
และขอแนะนำให้เลื่อนขึ้นไปทบทวนหัวข้อซักนิด
ก่อนที่จะมาอ่านกันต่อในตอนหน้าว่า ฬ. จะมาโม้อะไรอีก
แต่ก็เป็นเรื่องการออกกฎหมายเนี่ยหละ มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังต่อ
นะจ๊ะ ขอขอบคุณ AIS Future World ที่เอื้อสถานที่
นั่งพิมพ์และใช้เน็ตฟรีในวันนี้(เชิญชวนมาใช้กันเร้ววววว)
เสื้อผ้าสนับสนุนโดยEspada Chaps และประตูน้ำ
แล้วกลับมาพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้า
สวัสดีจ้ะ
ฬ. จุฬา
* รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกานั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งสิ้น
27 ครั้ง แต่ยังคงใช้ฉบับแรกที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ.1787
และกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Constitution_of_america
#1 By ฟิวส์ on 2008-01-31 18:32