ที่มา: http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=10437&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
ต่อจากบทความจะเป็นความเห็นสองความเห็นที่โพสต์ในเว็บ
ซึ่งเรารู้สึกว่าสามารถแสดงความคิดเห็นแทนเราได้เป็นอย่างดี
วันนี้เหมาะอย่างมากที่จะกระตุกบอลลูน


ก่อนอ่านบทความนี้ ขอให้ท่านนึกอยู่เสมอว่าจะอ่านบทความนี้ด้วยความไม่มืดบอดจิตใจเปิดกว้างผ่องใส วิจารณ์ได้

 

newmandala (นวมณฑล) วารสารทางวิชาการรูปแบบเว็บบล็อก
ซึ่งเน้นศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป
ของวิทยาลัยวิจัยแปซิฟิกและเอเชียศึกษา
(The Research School of Pacific and Asian Studies - RSPAS)
มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (The Australian National University)
ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ได้เผยแพร่บทความชื่อ “Royalist propaganda and policy nonsense”
(การโฆษณาชวนเชื่อของพวกนิยมเจ้า และนโยบายนอนเซ็นส์)
ของ ดร.เควิน ฮิววิสัน (Kevin Hewison) มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา
ที่แชพเพลฮิลล์ (The University of North Carolina at Chapel Hill)
บทความดังกล่าวเป็นบทวิจารณ์หนังสือ รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย:
เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาคน (THAILAND HUMAN DEVELOPMENT REPORT.
SUFFICIENCY ECONOMY AND HUMAN DEVELOPMENT)
ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งมี ดร.คริส เบเกอร์ (Chris Baker)
เป็นบรรณาธิการ มีที่ปรึกษาของรายงานซึ่งเป็นบุคคลชั้นนำในประเทศไทยทั้งนักวิชาการ
นักธุรกิจ และข้าราชการชนชั้นสูง มีประธานคณะที่ปรึกษาเป็นองคมนตรี
และมีผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
เป็นรองประธานคณะที่ปรึกษารายงานดังกล่าว
สำหรับบทความ “Royalist propaganda and policy nonsense”
ดังกล่าวจะถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร The review will appear in the
Journal of Contemporary Asia, 38, ฉบับที่ 1 ปี 2008
และต่อไปนี้เป็นบางส่วนของบทความที่แปลมาจากงานของ ดร.เควิน ฮิววิสัน ดังกล่าว

 

 

0 0 0

 

 

 

Royalist propaganda and policy nonsense

เควิน ฮิววิสัน
มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ที่แชพเพลฮิล

หลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติที่ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทย
ได้ขวนขวายที่จะยกย่องสถาบันกษัตริย์ด้วยการมอบรางวัลต่างๆ แก่เชื้อพระวงศ์
ราชสำนักมีความต้องการการยกย่องจากต่างประเทศมากอยู่แล้ว
และยิ่งเมื่อหน่วยงานระหว่างประเทศให้การยอมรับในความยิ่งใหญ่และ
พระปรีชาสามารถด้วยแล้ว จึงมีความสำคัญมากสำหรับการโฆษณาชวนเชื่อภายในประเทศ

 

ในต้นปี 2550 UNDP ไปไกลยิ่งกว่านั้น ด้วยการยกรายงานประจำปี
Thailand Human Development Report ทั้งฉบับให้เป็นการเทิดพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในด้านการพัฒนา โดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียง
รายงานระบุว่า พระราชดำริเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเป็นประโยชน์ต่อทั้งบุคคล
บริษัทและประเทศกำลังพัฒนา ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทยพร่ำพรรณนาว่า UNDP
รู้สึก “เป็นเกียรติอย่างมหาศาล” ที่ได้สามารถเผยแพร่ “พระราชสาส์นสำคัญ[ของพระองค์ท่าน
ไปทั่วโลก” (น. vi) ด้วยเป็นพระราชดำริที่ “พิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร”
เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็น “ทางเลือกที่จำเป็นมากสำหรับโลกที่กำลัง
ดำเนินไปในเส้นทางที่ไม่ยั่งยืนอยู่ในขณะนี้” (น. v) 

 

แต่รายงานฉบับนี้ไม่ได้มีเนื้อหาสนับสนุนคำอ้างใหญ่โตเหล่านี้เลย
อันที่จริง ในการอธิบายพระราชดำริ รายงานฉบับนี้ก็ผลิตซ้ำการสดุดีต่างๆ
ที่หาได้ตามหนังสือต่างๆ ในเมืองไทย รายงานของ UNDP
ไม่ได้ทำการประเมินพระราชดำริอย่างจริงจัง เมื่อมองดูความบางส่วนที่เป็นการอ้างอิงของรายงาน
ก็พอจะรู้สึกได้ว่าเป็นเอกสารประเภทไหนกันแน่ แทบไม่มีงานสังคมศาสตร์จริงๆ จังๆ เลย
เมื่อพลิกกลับมาดูส่วนที่เป็นกิตติกรรมประกาศ ก็เห็นได้ชัดว่า
ราชสำนักเป็นผู้ผลิตรายงานฉบับนี้นั่นเอง โดยคณะที่ปรึกษา มีองคมนตรีคนหนึ่ง
และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มานั่งเป็นประธานร่วมอยู่ด้วย
ขณะที่คณะที่ปรึกษาก็เต็มไปด้วยนักวิชาการ นักธุรกิจ และข้าราชการชนชั้นสูง (น.vii)
ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา
และแบบอย่างแห่งเศรษฐกิจพอเพียง... พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่โดดเด่นที่หามีใครเสมอเหมือน
และเป็นแรงบันดาลใจให้โลกได้ศึกษาเรียนรู้” (น. xviii) อาเศียรวาทสดุดีทำนองนี้
พบเห็นได้ทั่วไปในรายงานที่เต็มไปด้วยพระราชดำรัส ทำให้บรรยากาศดูค่อนข้างขลัง
ซึ่งคำตรัสของพระองค์เป็นมากกว่าหลักฐานและการวิเคราะห์ใดๆ

 

บทที่ 1 ของรายงานที่ประเมินสถานะการพัฒนามนุษย์ของประเทศไทย
เป็นเพียงส่วนเดียวของรายงานที่สามารถเรียกได้ว่า หลีกเลี่ยงการยึดเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมืดบอด
เป็นเพราะว่าบทนี้ทำการประเมินความคืบหน้าของไทยในการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนา
แห่งสหัษวรรษของสหประชาชาติได้เป็นอย่างดี โดยกล่าวถึงความสำเร็จในทุกด้านไม่ว่าจะเป็น
สุขภาพ ความยากจน ความเสมอภาคทางเพศ ฯลฯ แต่ขณะเดียวกันก็ระบุปัญหาที่สำคัญๆ
ไว้ด้วย โดยเฉพาะ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงที่มีมากขึ้น พร้อมกับประเด็นทางด้านสุขภาพ
การศึกษา และการจ้างงาน เนื้อหาเหล่านี้เป็นการสรุปที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ
การพัฒนาของไทยและมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ดี (Annex II) น่าสนใจมากที่ส่วนที่เหลือ
ของรายงานอันว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงนั้นแทบไม่มีข้อมูลเลย

 

การขาดข้อมูลอย่างนี้หมายความว่าไม่มีทางเลยที่จะสามารถประเมิน
ผลลัพธ์ได้อย่างพอเพียง ยกเว้นแต่ประเมินในฐานะที่เป็นชุดความคิดทางปรัชญา
การเมืองและอุดมการณ์เท่านั้น
ส่วนหนึ่งของบทที่ 1 ที่ควรต้องวิจารณ์คือ การบรรยายสั้นๆ
ถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่บอกว่า “มีการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างมาก”
การกระจายอำนาจได้ขยายตัวมากขึ้น องค์กรที่มาจากการเลือกตั้งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
และผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงก็เพิ่มมากขึ้น (น. 16) เรื่องนี้จริง
จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 ที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
และจัดการควบคุมเสรีภาพทางการเมือง ด้วยการที่รายงานฉบับนี้มีคำนำของนายกรัฐมนตรี
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่แต่งตั้งโดยทหาร รวมทั้งความเห็นอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ หลังรัฐประหาร ความเห็นทางบวกเกี่ยวกับ
การมีส่วนร่วมทางการเมือง ล้วนเอาอกเอาใจรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

 

เรื่องนี้สำคัญ เนื่องจากคณะรัฐประหารและรัฐบาลได้ยกเศรษฐกิจพอเพียง
ขึ้นเป็นอุดมการณ์เศรษฐกิจแห่งชาติ เศรษฐกิจพอเพียงถูกใช้แยกแยะ
ความแตกต่างระหว่างนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลรัฐประหารนี้ออกจาก
นโยบายของทักษิณ ชินวัตร รายงานฉบับนี้อาจมีการเริ่มจัดทำมานานก่อนหน้า
การรัฐประหาร แต่การที่ UNDP ตัดสินใจเชิดชูเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเชื่อมโยงกับ
คณะรัฐประหารและรัฐบาลนั้น นับเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองที่น่าสนใจทีเดียว

 

บทที่ 2 เป็นการอธิบายความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง
ระบุอย่างถูกต้องว่า วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นที่มาของเศรษฐกิจพอเพียง
จากนั้นก็มีข้อถกเถียงที่ไม่น่าคล้อยตาม คือว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่
“การพึ่งตนเอง (self-sufficiency)” การหวน “กลับสู่รากเหง้า”
หรือต่อต้านโลกาภิวัตน์หรือเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ข้อถกเถียงเหล่านี้มี
อยู่ในพระราชดำรัสต่างๆ ที่ถูกยกออกมาจากบริบท (decontextualised)

 

ในที่สุด รายงานก็สรุปว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ (moderation)
ภูมิปัญญา (wisdom or insight) และความยืดหยุ่นในตัวเอง (built-in resilience) (น. 29)
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า อย่ารีบร้อนเข้าร่วมระบบทุนนิยมโลก
แต่เข้าไปอย่างระมัดระวังด้วยการสร้าง “ความพอเพียง” ของประเทศเสียก่อน
เศรษฐกิจพอเพียงก็เลยจำเป็นต้องถูกลดลงมาเหลือแค่ความคิดดาดๆ อย่างนั้น
เพราะมันถูกประโคมว่า ใช้ได้สำหรับทุกคน เป็น “แนวทางการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจ...
สำหรับบุคคล ครัวเรือน ชุมชน โครงการ ธุรกิจ ชาติ หรือทั้งโลก” (น. 31)

 

ในทางปฏิบัติ ความ “สามัญ” อย่างนี้มีความจำเป็นสำหรับการแปลง
โฆษณาชวนเชื่อให้เป็นอุดมการณ์แห่งชาติ
บุคคลและองค์กรต่างๆ ที่เชิดชูเศรษฐกิจพอเพียงนั้นก็มีความขัดแย้งในตัวเอง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่ทรงเชิดชูความพอประมาณ
เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย มีที่ดินมหาศาล
และเป็นเจ้าบรรษัททุนนิยมขนาดใหญ่ ความมั่งคั่งของสถาบันเท่าที่เป็นที่ทราบกัน
คือราว 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ดูพอพันธ์ อุยยานนท์,
The Crown Property Bureau in Thailand and the Crisis of 1997,
Journal of Contemporary Asia, 38, 1, 2008)

 

นายกฯ สุรยุทธ์ใช้เวลามากกับการกล่าวยกย่องเศรษฐกิจพอเพียง
และรัฐบาลของเขาก็จัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่สำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง
(ในการประกาศครั้งหนึ่ง รัฐบาลจัดงบประมาณ 8 พันล้านบาท
สำหรับโครงการต่างๆ ดูบางกอกโพสต์ 6 มิถุนายน 2550) ขณะเดียวกัน สุรยุทธ์มีรถสปอร์ต
นาฬิการาคาแพงและบ้านหรู ทั้งที่เป็นทหารรับเงินเดือนที่ค่อนข้างต่ำมาตลอดชีวิต
อาจเถียงได้ว่า ทางสายกลางของศาสนาพุทธ (ความพอประมาณของเศรษฐกิจพอเพียง)
ไม่ได้ห้ามความมั่งคั่งหรือความเพลิดเพลิน ห้ามแต่การยึดติดความมั่งคั่งหรือ
ความกระหายอยากเท่านั้น ความจริงที่ปรากฏจากสิ่งขัดแย้งเหล่านี้ทำให้ดูเหมือนว่า
เศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีนิยามกว้างเหลือเกินจนเป็นอะไรก็ได้ตามแต่ใครอยากจะให้เป็น
คนรวยก็สามารถมีความสุขกับความรวยของตนได้ตราบใดที่ไม่ทำเกินฐานะ
ส่วนคนจน คำแนะนำก็คือ จงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ กล่าวในแง่ชนชั้นแล้ว
เศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นอุดมการณ์ที่สร้างความชอบธรรมให้กับ
ความไม่เท่าเทียมที่รายงาน UNDP อ้างว่าเป็นประเด็นห่วงใยนั่นเอง

 

บทที่ 3 เป็นกรณีตัวอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง
น่าสนใจที่ตัวอย่างที่ยกมาแทบทั้งหมดเกิดก่อนเศรษฐกิจพอเพียง
และถูกรวมเข้ามาโดยอ้างว่า ตัวอย่างเหล่านี้ใช้แนวคิดที่สอดคล้องกับ
เศรษฐกิจพอเพียง (น. 38) ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
และก็ได้รับการประโคมในสื่อไทยเป็นประจำอยู่แล้ว
แม้ว่าตัวอย่างแต่ละกรณีจะน่าสนใจ แต่ดังที่กล่าวไว้แล้ว
ไม่มีการให้ข้อมูลสำหรับการประเมินอย่างจริงจังเลย
ข้อขัดแย้งประการหนึ่งในบทนี้คือ การบรรยายถึงข้อกังวลห่วงใย
เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (น. 48-9)
มีการยกตัวอย่างมาอย่างกว้างขวาง แต่ไม่มีการพูดถึงการที่พระองค์ทรง
สนับสนุนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ทำให้ชุมชนต้องสูญเสียที่ทำกินและ
ป่าไม้ถูกน้ำท่วม การบรรยายถึงความสำเร็จในเชิงธุรกิจของเศรษฐกิจ
พอเพียง (corporate SE successes) ก็บอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็น
โมเดลทางธุรกิจ กระทั่งมีการทำเช็คลิสต์และสกอร์คาร์ดเศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับบริษัท แต่การบรรยายธรรมดาๆ แบบนี้ไม่มีอะไรใหม่เลยสำหรับเนื้อหา
ประเภทธุรกิจที่ยั่งยืน (sustainable business) และความรับผิดชอบทางสังคม
ของบรรษัท (corporate social responsibility)

 

เนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจระดับประเทศ (น. 58-66)
ก็น่าสนใจ เพราะมีการวิจารณ์นโยบายการพัฒนาและสวัสดิการสังคมของรัฐบาลทักษิณ
ซึ่งนำเอาข้อวิจารณ์จำนวนมากจากขบวนการต่อต้านทักษิณที่นำไปสู่การรัฐประหาร
ในขณะที่ข้อวิจารณ์เหล่านั้นยอมรับอย่างเสียไม่ได้ว่านโยบายของทักษิณ
เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของประชาชน แต่ก็มุ่งไปที่การขาด “ความพอประมาณ”
และบทบาทการเป็นพระเอกของรัฐบาล ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นประเด็นสำคัญ
ของรายงาน โดยระบุว่า รัฐบาลที่ทำการแทรกแซงมากเกินไป (interventionist governments)
นั้น เลี่ยงไม่พ้นที่จะตัดสินใจผิดพลาดที่ “ไม่จำเป็นว่าต้องดีที่สุดสำหรับสังคม”
ดังนั้นรัฐบาลจึงควรจำกัดอยู่แค่การสร้างสถาบันที่
“ช่วยให้ตลาดทำงาน...อย่างมีประสิทธิภาพ...” (น. 63)
ลักษณะทางอุดมการณ์ของเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการหนุนเสริม
ในบทบรรยายว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุเป็นส่วนสำคัญ
ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับของประเทศอย่างไร (น. 66-8)
และด้วยคำกล่าวที่ว่า เศรษฐกิจพอเพียง “ตอนนี้เป็นภารกิจแห่งชาติ
(now serves as a mission statement for the nation) (p. 68).

 

บทที่ 4 พยายามเชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวาระ (agenda)
ของ UNDP ในเรื่องการพัฒนามนุษย์ และดึงบทเรียนเชิงนโยบาย
ของเศรษฐกิจพอเพียงออกมา บทเรียนหนึ่งตอกย้ำสาระของการต่อต้านรัฐ
ในบทที่ 3 โดยบอกว่า ควรจำกัดการกระจาย (redistribution) และสวัสดิการเพื่อจะได้ไม่
“ละเมิดหลักการการพึ่งพาตัวเอง (self-reliance)” รายงานนี้บอกว่า
รัฐบาลจะต้องหลีกเลี่ยงการ “แจกจ่าย (handouts)” และงบประมาณต่างๆ
ควรส่งผ่านไปตามช่องทาง “สถาบันชุมชนที่มีอยู่แล้ว” (น. 72)
ซึ่งสอดคล้องกับ [……..] จุดยืนอนุรักษ์นิยมคลาสสิคที่บอกว่า
สวัสดิการสังคมทำให้คนมีความรับผิดชอบน้อยลง ให้บทบาทแก่รัฐบาล
ซึ่งมีแนวโน้มฉ้อฉล และสร้างภาระแก่รัฐทั้งที่ควรจะเป็นของครอบครัวและชุมชน

 

รายงานนี้สรุปว่า เศรษฐกิจพอเพียง
“สร้างทางเลือกที่หลีกเลี่ยงการเติบโตอย่างไร้สติ...” (น. 76)
ขณะที่ผู้วิจารณ์มีความกังขาต่อประเด็นนี้
ผลลัพธ์ที่น่าสนใจประการหนึ่งในการเทียบเคียงข้อมูลการพัฒนามนุษย์ (HD data)
ของ UNDP เข้ากับเศรษฐกิจพอเพียงคือ
ข้อมูลไม่เข้ากับสมมติฐานของเศรษฐกิจพอเพียง อันที่จริง
จังหวัดที่มีตัวชี้วัดการพัฒนามนุษย์ (HD indicators) ที่ดีที่สุดก็คือ
จังหวัดที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจทุนนิยมโลกมากที่สุด
เพียงแค่นี้นักเศรษฐศาสตร์เคร่งตำราอาจถือเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่จะหัวร่อใส่เศรษฐกิจพอเพียง
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรอบอุดมการณ์สำหรับอนุรักษ์นิยมไทยที่พยายามปกป้อง
ไม่ให้อำนาจการเมืองและเศรษฐกิจของตนเองลดลง
อำนาจของพวกเขาถูกท้าทายโดยชัยชนะในการเลือกตั้ง
ความนิยมและนโยบายสวัสดิการของทักษิณ

 

ถึงที่สุดแล้ว รายงานของ UNDP พยายามทำทีว่า
กล่าวถึงประเด็นการพัฒนาที่สำคัญๆ แต่ก็เป็นอะไรไม่มากไปกว่าความไร้สาระ
ทางนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้เลือกเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา
รัฐบาลมักยกรายงานชิ้นนี้และรางวัลจากสหประชาชาติที่มอบ
แก่เชื้อพระวงศ์เป็นเครื่องยืนยันความชอบธรรมของการดำเนินเศรษฐกิจพอเพียงของตน
ที่แย่ยิ่งกว่า การตีพิมพ์รายงานชิ้นนี้เป็นการสนับสนุนการโฆษณาชวนเชื่อที่ปลูกฝัง
จิตสำนึกคนไทยอยู่ในเวลานี้ ทั้งทางโทรทัศน์ ในโรงเรียน
ตามหน้าหนังสือพิมพ์และสถานที่สาธารณะเกือบทุกแห่ง
มีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่สถาบันกษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญจะเป็นศูนย์กลางอำนาจการเมืองได้ถึงเพียงนี้

 

ผู้วิจารณ์เห็นว่า UNDP ควรทำการค้น หาตัวตน (soul searching)
ขององค์กรตนเองอย่างจริงจัง เพื่อจะเข้าใจว่า เหตุใดสถาบันอย่าง UNDP
จึงถูกใช้ในลักษณะนี้ หรือมาร่วมมือเชิดชูรัฐบาลที่มาจากทหารได้อย่างไร

 

 

 

 

ที่มาของบทความ

Kevin Hewison, Royalist propaganda and policy nonsense, [Posted: November 7th, 2007. by Andrew Walker] http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2007/11/07/royalist-propaganda-and-policy-nonsense/

 

 

อ้างอิง

Thailand Human Development Report 2007(page1-50)

Thailand Human Development Report 2007 (page51-130)

 

 

ดาวโหลดเอกสาร

ภาษาไทย

คริส เบเกอร์ (บรรณาธิการ) และคณะ, รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย: เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาคน กรุงเทพฯ: โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), 2550

http://www.sufficiencyeconomy.org/show.php?Id=472

 

รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย ปี 2550 (หน้า1-29)

http://sufficiencyeconomy.org/mfiles/1176352650/HDR_book_TH_hi.pdf1.pdf

รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย ปี 2550 (หน้า30-138)

http://sufficiencyeconomy.org/mfiles/1176352650/HDR_book_TH_hi.pdf2.pdf

 

ภาษาอังกฤษ

Chris Baker, ed. [et al]. THAILAND HUMAN DEVELOPMENT REPORT. SUFFICIENCY ECONOMY AND HUMAN DEVELOPMENT. By UNDP (Bangkok: United Nations Development Programme, 2007).

http://www.sufficiencyeconomy.org/show.php?Id=475

 

Thailand Human Development Report 2007(page1-50)

http://sufficiencyeconomy.org/mfiles/1176868545/HDR_book_EN1_hi.pdf

Thailand Human Development Report 2007 (page51-130)

http://sufficiencyeconomy.org/mfiles/1176868545/HDR_book_EN_hi.pdf2.pdf

 

 

 


--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท   วันที่ : 4/12/2550 
 

ความเห็นที่ 12 คุณเปรมใจ
"พอเพียง" ไม่เห็นว่ามันจะเป็นอะไรที่สูงส่งเลย จะไปตีความหาอะไร ในเมื่อมันไม่มีอะไรให้ตีความ ความหมายมันก็ครบถ้วนขบวนความอยู่แล้ว อย่าดัดจริตกันหน่อยเลย ขอย้ำว่า "พอเพียง" ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ จะแปลกก็แปลกตรงที่ว่าคนไทยเราทุกวันนี้จะต้องคิดให้เหมือนเจ้าเหมือนนาย ถ้าคิดไม่เหมือนคนนั้นเป็นคนเลว ไม่จงรักภักดี นี่เราอยู่ในประเทศโลกที่สามหรือนี่ น่าจะจับคนในชาติเข้าห้องทดลองทดสอบความแปลกประหลาด เพราะต้องคิดเหมือนกัน
"พอเพียง" ไม่ใช่ทฤษฎงทฤษฎีหรือปรัชญงปรัชญาอะไรที่ไหน เพราะไม่สามารถเขียนเป็น Economic Model ได้ ไม่สามารถทำนายปรากฎการณ์ต่างๆ ได้ ไม่เข้าใจเลยซักนิดเลยว่า ทำไมจะวิจารณ์ "พอเพียง" ไม่ได้ ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงต่าง ๆในโลกที่ถูกเสนอโดย formidably timeless philosophers ทั้งหลายยังได้รับการวิพากย์วิจารณ์เลย นับประสาอะไร แค่เป็นคำพูดธรรมดาทำไมจึงไม่สามารถวิจารณ์ได้ John Forbes Nash Jr.(A Beautiful Mind, the movie) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปีพ.ศ. 2537 จากทฤษฎีเกม(Game Theory) เมื่อครั้งตีพิมพ์ผลงานดังกล่าวเมื่อปีพ.ศ. 2492 ขณะศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Princeton ยังได้รับการวิพากย์วิจารณ์จากนักคณิตศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเลย ซึ่งต่อมาทฤษฎีดังกล่าวนอกจากถูกนำไปใช้ในการแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ต่อมาได้กลายเป็นหลักสำคัญที่ประเทศมหาอำนาจนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายเพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกัน และเป็นหลักการที่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกานำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อคิดค้นยุทธวิธีป้องกันเรือดำน้ำของรัสเซีย
สังคมไทยยังเป็นสังคมอนารยะประเทศอยู่ห่างไกลจากการวิพากย์วิจารณ์โดยใช้เหตุผลแบบอารยะประเทศ แต่สังคมไทยมักจะให้ความสำคัญว่าเป็นคำพูดหรือความคิดของใครมากกว่า
"พอเพียง" เป็นแค่คำเล็กๆในวิชาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น และอยู่ในทักษิโนมิกส์(ทุนนิยม)ที่บรรดาผู้รักชาติสร้างวาทกรรมนี้ขึ้นมาเสียด้วยซิ ไม่เคยได้ยินคำว่า budget เหรอ ปู่ย่าตาทวดเค้าสอนกันมาตั้งแต่ยังไม่มีประเทศโลกที่สามประเทศนี้เสียอีก มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง พ่อแม่พูดกรอกหูอยู่ทุกวัน ไม่ยอมกระดิกหู พอท่านพูดเท่านั้นแหละ กระดิกหางกันเป็นแถว
ฝรั่งมันคงนั่งหัวเราะฟันโยกกับทฤษฎีใหม่ของโลก ปีหน้าคงต้องนำไปบรรจุไว้ในหลักสูตรที่ MIT, Erasmus หรือ Harvard ซะหน่อย ตบท้ายตอนเดือนตุลาคมศกหน้า ราชบัณฑิตแห่งสวีเดนคงต้องมอบ รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ให้กับเจ้าของทฤษฎีนี้เป็นแน่แท้

ความเห็นที่ 15 คุณรัตติกาล
เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับบทความบางส่วน

เศรษฐกิจพอเพียงถูกประโคมโหมอย่างพร่ำเพรื่อ ข้าราชการที่ไหลไปตามกระแส
บางครั้งเองก็ยังไม่เข้าใจ ว่านี่เป็นปรัชญาการดำรงชีวิต มิใช่อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจแห่งชาติ
ดังที่ผู้เขียนบทความกล่าวอ้าง มันถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 และ10อันเนื่องมาจากความล้มเหลวของการพัฒนาประเทศนับแต่แผน1-8 จะว่าไปแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง
ถ้าจะพูดให้เข้าใจน่าจะคล้ายกับ เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ ซึ่งเป็นความคิดที่ริเริ่มมาก่อนที่คุณอี.เอฟ. ชูเมกเกอร์จะนำมาเผยแพร่ในชื่อ"Small Is Beautiful"ในปี 2503

สำหรับไทย ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2517
จนถึงปัจจุบัน แม้จะขานรับจากส่วนราชการทุกส่วนแต่ไม่มีมาตรการรองรับอย่างเป็นรูปธรรมจะมีที่เห็นบ้างก็คือ
เรื่อง"การเกษตรทฤษฎีใหม่"ซึ่งมีหัวใจที่การปลูกทุกสิ่งที่กินและกินทุกสิ่งที่ปลูก ไม่เน้นทำเป็นการค้า ซึ่งก็นำไปใช้ได้กับหลายๆที่จนเห็นผล
ซึ่งบทความนี้มองข้ามส่วนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย การวิจารณ์ว่า"ยึดเศรษกิจพอเพียงอย่างมืดบอด"
และการใช้ภาษาต่างชาติ อาจจะไม่สามารถเข้าใจหัวใจ คำว่า พอประมาณ ความมีเหตุมีผล และคำว่า ภูมิคุ้มกัน ได้ ดังจะเห็นว่า
ผู้แปลบทความเป็นภาษาไทยนี้ ก็มิได้แปลในความหมายนี้

ในส่วนวิจารณ์บทที่สอง เราไม่เคยมีรัฐบาลที่มีความสามารถ พร้อมกับ สมถะและซื่อสัตย์อยู่แล้วนี่ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์เป็นผู้ว่าธปท.12ปี
พัฒนาจนGDPสูงขึ้นอย่างน่าพอใจแต่ท่านกลับถือเป็นข้อผิดพลาดตำหนิตัวเองว่าไม่สามรถทำให้พี่น้องในชนบทอยู่ดีกินดีได้
สำหรับทักษิณ การเหลียวแลชนบทของเขา เป็นรัฐสวัสดิการหรือไม่ย่อมมิใช่ดังที่บทความอ้าง เป็นเพียงประชานิยม เพราะ ในขณะที่GDPสูงขึ้นจาก ปีพ.ศ.2540
หนี้สาธารณะลดลง แต่หนี้สินภาคครัวเรือนกลับสูงขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งอย่างหลังนี้นับเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าซะอีก
ดังนั้นการยกเอาทักษิณที่ชาวบ้านชื่นชอบในนโยบาย ผู้วิจารณ์ไม่ได้มองมากไปกว่า"การแทรกแซงที่มากเกินไป "ที่มีนัยทางเรื่องการมีอำนาจนำในทุกๆด้าน
ซึ่งเป็นที่มาของการฉ้อฉลอย่างเบ็ดเสร็จ

"....เพียงแค่นี้นักเศรษฐศาสตร์เคร่งตำราอาจถือเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่จะหัวร่อใส่เศรษฐกิจพอเพียง"
เป็นคำพูดที่แม้แต่คนไทยที่ไม่เลือกข้างก็ไม่ยินยอมที่จะให้ต่างชาติมาวิจารณ์มองแต่ด้านลบอย่าง
มีอคติจนเกินไป และที่สำคัญคือแน่ใจว่า
ผู้เขียนบทความทึกทักเอาว่า นี่คือ ยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ นี่เป็นเพียงกรอบการดำเนินชีวิตอย่างกว้าง แต่ได้รับการกระพือโหมอย่างขาดความเข้าใจ
ซึ่งก็ไม่น่าจะถึงกับเป็น"...ความไร้สาระทางนโยบาย"กระนั้นหรอก

สรุป จะโจมตีรัฐบาล หรือ สถาบันไหนก็ว่ากันไป แต่สำหรับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผู้วิจารณ์บทความน่าจะศึกษา ทำความเข้าใจให้มากกว่านี้ สำหรับบางประเด็นที่เห็นด้วย
วิพากษ์ของวิพากษ์ขอไม่พูดถึง ขอแถมนิดนึงว่า เมื่อพิจารณาประเด็นที่โลกาภิวัฒน์มีผลคุกคามต่อสภาพแวดล้อมอย่างไร มีนักวิทยาศาสตร์อิสระท่านหนึ่ง กล่าวว่า
"การจะรับสภาพโลกาภิวัฒน์ให้ได้นั้น มันไม่มีหรอก สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน จะมีก็แต่ การหันหลังอย่างยั่งยืนเท่านั้น"

รัตติกาล

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ่านยากแต่ก็พอเข้าใจครับ

เอาว่า ใช้ปัญญากันมากๆก็แล้วกันครับ

#1 By โก๋สิจ๊ะ on 2007-12-05 13:36

ได้อ่านสัมภาษณ์ฮิววิสันและบทวิจารณที่เขาเขียนในฉบับภาษาอังกฤษแล้ว ก็พูดและวิจารณ์ได้มีหลักการ สมกับที่เป็นนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องเมืองไทยมานาน แต่บางประเด็นก็มีอคติอย่างเห็นได้ชัด และบางประเด็นก็เห็นชัดว่าไม่มีความเข้าใจ หรือไม่สนใจศึกษาให้กระจ่างแต่รีบออกความเห็นก่อน (ด้วยอคติอีกนั่นแหละ) แต่ก็จัดว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่มีแง่มุมน่าสนใจ

ว่าแต่เจ้าของบล็อกอยากดังมากหรือไงถึงได้เอามาโพสต์วันนี้

#2 By RAE (203.156.31.240) on 2007-12-05 15:56

Hot!

#3 By songsage on 2007-12-05 17:28


เห็นด้วยที่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่มีโมเดลหรือหลักการรองรับที่แน่นอนอย่าง *explicit*

แต่นั่นเป็นแค่การมองด้วยกรอบตะวันตก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปรัชญาหลายอย่างสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องมีโมเดลที่รองรับอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นการแพทย์แผนจีนเป็นต้น มันก็ต่างกันแค่การ represent เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ถูกที่ว่าหลักพอเพียงไม่ถือเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่มีโมเดลทางคณิตศาสตร์รองรับ แต่นั่นหมายถึงหลัก "ปรัชญา" พอเพียง จะเอามาใช้ไม่ได้หรือเปล่า ตอบว่า ไม่ใช่

ในหลายส่วนของสังคม ไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลแบบ explicit อาทิ สังคมในระดับชุมชน ครอบครัว

เพราะฉะนั้น รายงานฉบับนี้ก็ไม่มีอะไรให้อ่านแล้ว เพราะมองคนละมุมกัน ถ้ามองมุมแบบ neoclassic ยังไงมันก็ผิดอยู่แล้ว

#4 By PastelSalad on 2007-12-05 20:03

เตือนตัวเองว่า ควรไปหาอ่านหนังสือชื่อ Small is beautiful ด้วย ชื่อเพราะดี เนื้อหาน่าจะดีด้วย เหอเหอ...พอดีวันนี้เปิดผ่านรายการเพียงพอเพื่อพอเพียง เห็นเอ่ยถึงแว้บๆ น่าสนใจcry
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนให้แก่ประชาชนชาวไทยมานับสิบปี ตั้งแต่ดิฉันยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ซึ่งส่วนตัวมองว่าใช้ได้ทุกเวลาค่ะ แต่เพราะระดับจิตใจมนุษย์ที่ต่างกัน ยากแท้ที่จะหยั่งถึง พอเพียง จึงกว้างมาก ขึ้นอยู่ว่าแต่ละคนจะนำมาใช้กับเรื่องอะไรเท่านั้นเอง ..ส่วนบทความนั้นก็เป็นเพียงแค่ฝรั่งเขามองรายงานของ UNDP เท่านั้น .. เสียเวลาที่คนไทยจะมานั่งถกเถียงกันเอง cry

#6 By ✿Decies✿ on 2007-12-06 00:32

big smileอุ่ย ลืม ..ฝันดีค่า..

#7 By ✿Decies✿ on 2007-12-06 00:49

มันเป็นไรที่แก้ไม่ตกจริงๆนะ

#8 By มารน้อย (117.47.3.200) on 2007-12-06 18:52