หนทางสู่ความสำเร็จแบบฉบับฮาวาร์ดอิทธิบาท4(3)(ตอนจบ)
posted on 29 Nov 2007 15:44 by lawchula
ตอนที่3 แล้ว เบื่อกันหรือยังเอ่ย
(สังเกตจากคนคอมเม้นท์คงพอบอกเป็นนัยๆ) เหอเหอ
ฉันทะ พอใจรักใคร่
วิริยะ พากเพียร
ต่อไปก็เหลือ จิตตะ กับ วิมังสา
การเรียนธรรมะอย่างหนึ่งที่สงสัยในวัยเด็กก็คือ
เรียนไปแล้วก็ต้องมาจำว่า ตัวนี้แปลว่าอย่างนี้นะ
ตัวนั้นแปลว่าอย่างนั้น ทำไมไม่แปลมาให้รู้เรื่องเลย
สวดกันแบบรู้เรื่อง รู้แปลมาแล้วเลย ต้องพูด
ภาษาอะไรก็ไม่รู้ให้ขลัง แล้วก็จำไม่ได้ แล้วก็ใช้ไม่เป็น
(ใครจะว่าเราคิดแบบนี้แล้วแย่ เป็นคนชั่ว เราก็ไม่ถือสา)
แต่สวดไปสนุกสนานท่องได้เป็นเหมือนบทเพลง
เด็กๆครูก็ให้สวดทุกวันตอนเย็นเลิกเรียน
มันก็คือการสร้างฉันทะ และวิริยะ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือจิตตะ และวิมังสา
การคิดมากของเราว่าทำไมไม่แปลมาเลยให้รู้แล้วจะได้
ปฏิบัติตามถูกตามคำสอนนั้นก็ถือว่า เริ่มมีจิตตะและ
วิมังสาแล้ว ดังนั้น จิตตะและวิมังสา มันก็อยู่ไม่ไกลตัวเรา
แค่เราไม่สักแต่ว่าทำไป
แต่ให้พึงระลึกถึงเป้าหมายของสิ่งที่ทำอยู่เสมอ
รวมถึงหมั่นทบทวนเป้าหมายด้วย
อันนี้คือ จิตตะ
ในด้านการบริหารนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ
การกำหนดเป้าหมาย
หากไม่มีเป้าหมาย ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นทำไปแล้วได้อะไร
ไปถูกทางหรือเปล่า ไม่มีดัชนีชี้วัดได้
เปรียบเสมือนการเดินทาง สักแต่ว่าเดินๆ
แต่เดินไปไหนก็ไม่รู้ เดินเป็นวงกลมกลับมาที่เดิมหรือเปล่า
เดินอย่างไร้จุดหมาย เรื่อยเปื่อย สิ่งที่ทำก็อาจจะสูญเปล่า
เมื่อกำหนดเป้าหมายชัดเจนแล้ว
ระหว่างที่เดินทางนั้นก็ต้องมีการเช็คด้วยว่า
เรายังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องที่จะไปสู่จุดหมายหรือไม่
เปรียบเสมือนการมีแผนที่เดินทาง ต้องดูแผนที่ให้เป็น
ภาษาอังกฤษใช้คำว่า keep on track
อันนี้ ก็คือ วิมังสา นั่นเอง
(อ่านแล้วเครียดไหมนั่น...ภาษาเป็นทางการจัง)
เอาหละ พระพุทธเจ้าท่านสอนนะว่า
อิทธิบาท 4นี้ จักไม่ย่อหย่อนเกินไป
จักไม่เข้มข้นเกินไป
ไม่หดหู่ในภายใน และไม่ฟุ้งซ่าน
ฉะนั้น กลับสู่โหมดrelax ผ่อนคลายกันตามปกติ
แต่ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาสาระที่ซ่อนอยู่ภายใน
(แบบลึกมากๆ อิอิ)
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง เราว่าเป็นขำขันระดับฮาวาร์ดเลยทีเดียว
(พยายามให้มันเกี่ยวกับฮาวาร์ดอย่างสุดฤทธิ์ ไม่ขำอย่าว่ากัน)
ตอนช่วงที่อเมริกาแข่งขันกับสหภาพโซเวียตในการ
ส่งจรวดและมนุษย์ออกไปนอกโลกนั้น
ทั้งคู่ต่างมีปัญหาอยู่ว่า การที่จะเขียนบันทึกต่างๆ
บนยานอวกาศนั้น ปากกาลูกลื่นทั่วไป ไม่สามารถเขียนติดได้
ในอวกาศ เพราะสภาพไร้น้ำหนัก ทำให้ไม่มีแรงดึงดูดดึงน้ำหมึก
ปากกาลงมาติดกระดาษได้ เอาหละซิ
อเมริกาตั้งโจทย์ว่า ต้องผลิตปากกาที่สามารถเขียนติดบนอวกาศ
ออกมาให้ได้ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาวิจัยกันอย่างหน้าดำหน้าเขียว
จนสามารถผลิตปากกาที่เขียนบนอวกาศออกมาได้จริงๆ
และไม่ใช่แค่นั้น ปากกานี้เขียนได้บนทุกพื้นผิว บนหิน บนแก้ว
บนเพชร เขียนได้ทุกสภาวะไม่ว่าหนาว ร้อน เย็น
ช่างเป็นปากกาวิเศษจริงๆ เงินลงทุนประมาณแสนๆล้านๆ
ได้ปากกามหัศจรรย์มาหนึ่งด้าม กับเวลาศึกษาวิจัยอีกหลายปี
โซเวียตตั้งโจทย์ว่า ต้องหาอะไรมาเขียนบนอวกาศให้ได้
แล้วก็...
...
...
...
ไม่ต้องไปหาไกลอ่ะค่ะ
โซเวียตก็เอาดินสอขึ้นไปเขียนบนอวกาศเท่านั้นเอง
ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา ตอบโจทย์
อันนี้ฟังหรืออ่านมาอีกที แต่จำไม่ได้แล้วว่าฟังหรืออ่านมาจากใคร
บทสรุปหรือคำสอนของเรื่องนี้(ยังกะนิทานอิสป)
คุณคงต้องไปคิดเอาเอง
โดยใช้อิทธิบาท4 นี่แหละค่ะ
กลับมาที่เรื่องฮาวาร์ดกันอีกนิดนึง
ในตอนที่เรียนที่จุฬาฯนั้น คณะนิติศาสตร์ถือได้ว่า
เป็นคณะที่มีอาจารย์ที่มาสอนจบจากฮาวาร์ดมากที่สุดคณะหนึ่ง
เดินกันเกลื่อน จนนึกว่าสงสัยฮาวาร์ด ฮอกวอร์ตอะไรนี่
คงเข้าง่ายเหมือนกัน
มีอาจารย์ท่านหนึ่งสอนวิชานิติกรรมสัญญา
อันถือว่า เป็นวิชาพื้นฐานของเด็กปีหนึ่งหรือปีสองเทอมแรก
ก่อนที่เราจะเรียนอะไรที่มันยากและซับซ้อนกว่านี้
(แต่ขอบอกว่าเบสิกนี่แหละที่ยากที่สุด เพราะมันกว้างและเป็น
ทฤษฎีค่อนข้างมาก)
การเรียนที่จุฬาฯแบ่งเป็นหลายห้อง เรียกว่าsectionย่อๆว่า เซค*
อาจารย์ท่านนี้สอนเซคที่คนเรียนน้อยที่สุด และคนหนี
ไม่อยากลงทะเบียนได้เซคนี้เลย ยกเว้นเรา
เพราะความขี้เกียจเลือกมาก คิดว่า เรียนอันไหนก็เหมือนกันแหละ
ยิ่งดูยากยิ่งท้าทาย ยิ่งน่าสนใจ ไม่อยากลำบากไปแย่งกับคนอื่น
(ดูมัน..คิด)
มาถึงวันแรกจำได้ว่า อาจารย์บอกว่าจะสอนด้วยHarvard Method
โอ้โห ลงทะเบียนเรียนจุฬาฯดีๆ ได้เรียนแบบฮาวาร์ดๆซะแล้ว
จากนั้นอาจารย์ก็อธิบายว่า ไอ้เม็ดตอดที่ว่านี้คือ คุณมีหน้าที่ไปศึกษา
มาก่อนเรียน ในขั้นแรกครูอาจจะบอกให้คุณไปอ่านๆหนังสือเล่มหลัก
มาถึงหน้าไหน หรือมีชีทให้ศึกษา แต่คุณมีหน้าที่ไปเรียนรู้มาก่อน
เข้าห้องเรียน ครูมีหน้าที่ ตอบคำถามที่คุณถาม ถ้าคุณไม่ถามครูจะถามคุณ
สรุปว่าไม่มีการมานั่งสอนกันแล้ว
จำได้ว่า เทอมนั้นเป็นเทอมเดียวตลอดสี่ปีที่เรียน ที่อ่านหนังสือเล่มหลัก
จบทั้งเล่ม ทุกบรรทัด ไม่เว้นฟุตโน้ตซักตัว แถมอ่านเกินหนึ่งรอบ(พระเจ้า!
ทำไปได้ไงเนี่ย แปลกมนุษย์) นอกจากนั้นยังอ่านประมวลกฎหมาย
หมวดที่เกี่ยวข้องจนหมดทุกมาตรา ก่อนสอบถึงเดือนครึ่ง(ปกติอ่านวันก่อนสอบ)
แล้วก็จำได้ด้วย(ปกติจำไม่ได้ด้วยซ้ำ รู้แต่ใจความสำคัญประมาณนั้นนี้)
เวลาที่ลืมอ่านหรือคาบไหนไม่รู้จะถามอะไรจะรู้สึกเซ็งมาก รู้สึกผิด
อยากรีบวิ่งไปอ่านหนังสือเลย บางทีพาลไม่เข้าเรียน เพราะไม่มีหน้าจะไป
เสนอหน้าได้ คนเรียนน้อย ถ้าไม่ถามมันจะเป็นตัวประหลาดมาก
เพื่อนจะคอยเหลือบมองหนังสือเราว่ามีไฮไลท์ขีดหรือเปล่า
ใครไม่อ่านหนังสือนี่ เชยมากๆค่ะ นี่แค่เล่มหลักนะ
หลายคนไปอ่านหนังสือที่อาจารย์recommend หรือว่าบทความที่แนะนำ
...เทอมนั้น วิชานี้ได้ บีหรือบีบวกซักอย่าง แต่ว่าภูมิใจมากๆ
ไม่ได้ภูมิใจกับเกรดหรอกนะคะ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการทำข้อสอบได้หรือไม่ได้
แต่รู้สึกภูมิใจตัวเองตลอดที่เรียนว่า ทำไมเราขยันได้ขนาดนี้(วะ)เนี่ย
แต่สามปีต่อจากนั้น ก็กลับเข้าสู่ขั้นตอน เดจาวู เหมือนเดิม
จบ(ดื้อๆ)แบบนี้แหละ
เพื่อนผู้อ่านทุกท่านกรุณากลับไปอ่านทบทวนทั้งสามเอนทรี่
แล้วมีอะไรสงสัยมาถามได้ที่คอมเม้นท์ด้านล่าง หากไม่มีใครสงสัยอะไร
ก็เลิกClass ได้.
ปล. * กรุณาอย่าออกเสียงว่า Sex
ไม่งั้นกองเซ็นเซอร์อาจจะตามมาเอายาหม่องโมเสคมาปิดได้
ขอบคุณ.
หัวใจสำคัญของการเรียนกฎหมายก็คือการอ่านและทำความเข้าใจตัวบทและตำรา แต่แหม ไม่อยากบอกเลยอายจริง ๆ ก่อนสอบไม่เคยอ่านหนังสือเล่มไหนจบเล่มแบบทุกบรรทัดเลย เอิ๊ก แย่นะคะที่มาเรียนกฎหมายเอาตอนทำงานด้วย จะรอดไหมเนี้ยะ
ศิษย์น้องขอออกจากคลาสไปทำงานก่อนนะคะ ตอนนี้การงานท่วมหัวค่า

แต่ต้องกลับไปขอเจาะเวลาหาอดีตเข้า class แรกๆ ด้วย
#1 By cupcake army on 2007-11-29 16:02